Welcome to :: www.SaiSanYa.net :: สายสัญญาบารมี  Welcome to :: www.SaiSanYa.net :: สายสัญญาบารมี

๑.ภาคบ่อเกิดศาสนา

ภาคบ่อเกิดศาสนา

อรรถาธิบายธรรมศาสตร์ บ่อเกิดศาสนา
มวลมนุษย์สรรพสัตว์ทั้งหลาย เกิดในโลกเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร อันเป็นวิบากกรรมขึ้นอยู่กับอำนาจแห่งกุศลธรรม และ อกุศลธรรม น้อมนำวิญญาณไปเกิดในรูปสังขารต่างๆกัน ซึ่งมีกฎแห่งกรรม เป็นหัวใจของศาสนา อันเป็นหลักธรรมศาสตร์ชั้นสูง กฎแห่งกรรมจะมีผลต่อสภาวะสังขารวิญญาณทั้งสิ้น สภาวะความเป็นมนุษย์ชาติในโลก จะเกิดเป็นเชื้อชาติใด ประเทศใด จะอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมด้วยกันทั้งนั้น มนุษย์ต่างมาแบ่งแยกเหล่าชาติพันธุ์มีวิวัฒนาการเรื่อยมา แล้วแบ่งแยกกันนับถือศาสนาต่างๆ ตามกาลเวลาของผู้เป็นศาสดาก่อเกิดขึ้นในแต่ละยุค ธรรมะที่ได้ก่อกำเนิดเป็นศาสนานั้น มีมาคู่โลก คู่จักรวาล นับแสนล้านปีมณีกัลป์ นานมาแล้ว ได้มีผู้หยั่งรู้ค้นพบธรรมะ ด้วยอำนาจของกุศลกรรมของผู้นั้นได้สร้างสมมาหลายยุค หลายชาติ แล้วนำมาประกาศสอนสั่งตั้งเป็นศาสนาขึ้น เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดู ศาสนาสิกข์ ศาสนาชินโต ฯลฯ การหยั่งรู้ธรรมะของแต่ละศาสนา มีความลึกซึ้ง สูงส่ง กว้างขวาง ต่างระดับกันไปตามแต่อานุภาพของผลบุญของแต่ละพระองค์ จึงทำให้ธรรมะอันเป็นแก่นสารของศาสนา เน้น พิธีกรรม และบทบัญญัติ หลักการศาสนา ต่างระดับกัน บางศาสนาสอนมนุษย์ เป็นธรรมะเพื่อชีวิต ซึ่งเน้นในหลักการดำรงชีวิตในสังคมมนุษย์ ให้มีสันติสุข เรียกว่าสอนระดับโลกีย์ธรรม บางศาสนาสอนมนุษย์ เน้นในหลักการ ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งการพ้นทุกข์ โดยยึดกฎแห่งกรรมเรียกว่าสอนในระดับโลกุตระธรรม แล้วแต่มนุษย์ใดจะไปเกิดพบศาสนาใด และได้สืบทอดศาสนาตามบรรพบุรุษเรื่อยมา อานุภาพของกุศลมูลเดิมทำให้การหยั่งรู้ธรรมะของมนุษย์ต่างระดับกัน ความไม่รู้เท่าในธรรมศาสตร์ชั้นสูง อันลึกลับไม่อยู่ในวิสัยที่มนุษย์ธรรมดา จะพิสูจน์หรือหยั่งถึงได้ ถ้าอุปมาหลักธรรมศาสตร์เป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง บางศาสดาซึ่งหยั่งรู้คุณธรรมอันเป็นแก่นสารของศาสนาก็จัดว่าเป็นแก่นของไม้ บางศาสดาค้นพบไม่ถึงแก่นสารของธรรมะอันลึกซึ้ง ก็จัดว่าพบเพียงส่วนประกอบของต้นไม้ อันเป็นเปลือกนอก กระพี้ กิ่งใบ เท่านั้น แต่ทั้งนี้ศูนย์รวมอันเป็นหัวใจของธรรมะในศาสนาอยู่ที่กฎแห่งกรรม ซึ่งสังกัดอยู่ในหมวดหมู่ของพระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ทั้งสิ้น

ศาสนามีผลให้มนุษย์ชาติ มีสันติสุขร่มเย็นภายใต้ร่มเงาแห่งศาสนาที่สังคมมนุษย์นั้นนับถือ ศาสนาเป็นเครื่องวัดความเป็นมนุษย์ มากน้อยต่างกัน คำว่ามนุษย์ แปลว่าผู้มีจิตใจสูงคือ มีใจที่สามารถพัฒนาให้มีคุณธรรมสูงขึ้นไปตามลำดับได้ จากระดับปุถุชนคนธรรมดาที่ยังมีกิเลสหนา เลื่อนขึ้นไปเป็นอารยะชน เป็นชนที่เคร่งในศีลธรรม มีจริยธรรมสูง เป็นชนที่เจริญแล้วเลื่อนขึ้นไปถึงขั้นโลกุตระเป็นอริยะชน เป็นชนชั้นผู้ประเสริฐ เรียกว่าเป็นพระด้วยสังขารวิญญาณได้สำเร็จคุณธรรมขั้นสูง มีสภาพจิตเป็นสากล มีเมตตาธรรมต่อมวลมนุษย์สรรพสัตว์ทั้งหลาย หลักการเกิดศาสนา ศาสนาได้มาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งประกอบด้วย วิญญาณสูตรธาตุธรรม วิญญาณสำเร็จ เรียกว่า “ผู้สำเร็จทุกกระทรวง” แต่ละกระทรวง มีอำนาจหน้าที่ต่างกันออกไป ควบคุมสรรพสิ่งทั้งหลายให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม โดยมีสัญญา เป็นแม่บทของหลักธรรมศาสตร์ทั้งหมด เช่น
 

  • ธรรมะก่อเกิดโลก ปรุงแต่งสรรพสิ่งทั้งหลาย ตามกฎแห่งกรรม มีสัญญาเป็นที่ตั้ง
  • การเวียนว่ายตายเกิด ของสังขาร ตามกฎแห่งกรรม มีสัญญาเป็นที่ตั้ง
  • ธรรมะจำแนกสังขาร มนุษย์ สัตว์ให้แตกต่างกัน ตามกฎแห่งกรรม มีสัญญาเป็นที่ตั้ง
  • ธรรมะส่งผลให้มนุษย์ เกิดมาต่างฐานะกัน ตามกฎแห่งกรรม มีสัญญาเป็นที่ตั้ง
  • การเสพผลของเวร การจองเวร ตามกฎแห่งกรรม มีสัญญาเป็นที่ตั้ง
  • การประกอบกุศลกรรมให้ถึงซึ่งลุเวรลุกรรม ตามกฎแห่งกรรม มีสัญญาเป็นที่ตั้ง
  • การปฏิบัติธรรมได้บรรลุมรรคผลสำเร็จ ตามกฎแห่งกรรม มีสัญญาเป็นที่ตั้ง

    ดังนั้น “สัญญา” จึงเป็นแม่บทของกฎแห่งกรรม และเป็นหัวใจของธรรมศาสตร์ เรียกว่าเป็นกฎหมายอันสูงสุดในทางธรรมะ ครอบไปถึงทุกศาสนานานาจักรวาล เปรียบในทางโลก เสมือนหนึ่งรัฐธรรมนูญ เป็นแม่บทของกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ปกครองพลโลก ซึ่งเป็นบทบัญญัติอำนาจ หน้าที่แก่บุคคล และบัญญัติคุณโทษในสังคมมนุษย์ สัญญาจึงเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณผู้สำเร็จทุกกระทรวง ให้มีอำนาจ อำนวยการตามสัญญา จะอำนวยการรับรองการประกอบคุณงามความดี ของมนุษย์ได้มรรคผลตามสัญญา และมีอำนาจส่งผลต่อผู้ประพฤติอกุศลตามเวรกรรมที่ก่อไว้ให้เป็นไปตามสัญญา

    เมื่อได้ทราบถึงโครงสร้าง แห่งศาสนาอย่างแท้จริงแล้ว จะได้ทราบเหตุแห่งการตรัสรู้ ของศาสดา ศาสนาต่างๆ ก็เพราะว่ามีอำนาจวิญญาณสำเร็จลงสรวมสังขาร ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ทำให้ เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น เป็นข้อสรุปได้ดังนี้

    กุศลมูลเดิมสร้างมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ 4 อสงไขยแสนกัลป์ ถึงพร้อมที่จะเป็นผู้สำเร็จได้ จึงทำให้พระองค์รู้สึกเบื่อหน่ายทางโลก บารมีชูสังขารออกจากเวียงวังไปบำเพ็ญทุกข์กิริยาตามแบบพราหมณ์ และดาบส ยึดมั่นในศีล ฝึกสมาธิเป็นขั้นพื้นฐานของการบำเพ็ญเพียร ก็ยังไม่สำเร็จโลกุตรธรรมได้ พระองค์จึงทรงเปลี่ยนวิธีบำเพ็ญใหม่ หันไปฉันภัตตาหาร สังขารเจริญด้วยธาตุ 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม บริบูรณ์ในสังขาร ถึงจุดที่หมาย เป็นสัญญาแห่งความสำเร็จ องค์สำเร็จลงสรวมสังขาร เป็นอำนาจบารมีให้สว่างโลก สว่างธรรม เกิดปัญญา องค์สำเร็จรับรอง ทุกกระทรวง

    เมื่อองค์สำเร็จลงสรวมสังขาร ก็เกิดญาณอันวิเศษ คือ สัมผัสสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถ หยั่งรู้ได้ เช่น หยั่งรู้ธรรมะอันเป็นสิ่งสูงส่ง ลึกลับ กว้างไกล หยั่งรู้ธรรมะอันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และอนาคต เพราะมีอำนาจอย่างหนึ่งมาอำนวยการส่งเหตุให้ ซึ่งเรียกว่า “อำนาจบารมี” อำนาจบารมีเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหนือสิ่งอื่นใดในสากลโลก เป็นนามธรรมมีลักษณะประเสริฐสุดทุกประการ มีสภาพเป็น “วิญญาณสำเร็จ”

    พระพุทธศาสนาดำรงเรื่อยมาถึงกึ่งพุทธกาล องค์พระบรมครูต้นศาสดาบารมี องค์พระประมุขแห่งธรรมสายสัญญา ได้จุติลงมาในโลกมนุษย์ เป็นผู้สำเร็จสว่างโลกสว่างธรรม ในรูปขององค์พญาธรรมมิคราช เพื่อมากู้โลก กู้ธรรม อันเป็นแก่นสารของทุกศาสนา และล้างโลกล้างอธรรม อันเป็นพญามาร เพื่อกอบกู้คุณธรรมอันบริสุทธิ์ ของพระพุทธศาสนา ลงมาเพื่อเป็นองค์นำสร้างบารมีเข้าสู่เส้นอริยะเจ้า ค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้พ้นจากยุคของพญามาร ให้ศาสนาเจริญรุ่งเรื่องคงอยู่คู่บ้านเมืองตลอดไป พระองค์ลงมา กอบกู้มนุษย์ที่มีกุศลผลบุญที่เคยสร้างสมอบรมมาแต่ปางอดีตชาติ ให้ได้ปฏิบัติจะได้พ้นภัยพิบัติในยุคพญามารนี้ พระองค์ท่านได้ทรงแยกหลักธรรม ที่เป็น กุศล และอกุศลในกองสังขาร เพราะสังขารมนุษย์นั้น มีวิญญาณ ประกอบด้วย อณูธาตุทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม โดยมีธรรมะ เป็นสิ่งปรุงแต่งให้ธาตุประชุมรวมกันอยู่ เป็นสังขาร มีอาการ ๓๒ โดยมีสัญญาเป็นที่ตั้ง เป็นทั้งกุศลธรรมและอกุศลธรรม

    กุศลธรรม คือ บุญ เป็นอริยทรัพย์ภายใน เป็นอานิสงส์อันเกิดจาก การบำเพ็ญเพียรภาวนา และการสร้างทานบารมีที่ได้สร้างสมมาแต่ปางปุเรนชาติ ต่อเนื่องมาถึงชาติปัจจุบันนี้ เป็นวิญญาณธาตุที่เป็นกุศล บริสุทธิ์ น้อมนำจิตไปในทางที่ดี จะเป็นกุศลมูลเดิม หนุนนำให้พบคุณธรรมชั้นสูง

    อกุศลธรรม คือ บาป เป็นมลทินมัวหมองภายในวิญญาณ เรียกว่า “อวิชชา” (มนิลเมฆลิง) หรือตัวกิเลสมาร ซึ่งเป็นวิญญาณธาตุอันละเอียดอ่อนที่ไม่บริสุทธิ์ แฝงอยู่ในวิญญาณมนุษย์ เกิดจากการประพฤติผิดศีลธรรม การสร้างเวรก่อกรรมทำเข็ญต่อมนุษย์สรรพสัตว์ทั้งหลาย เกิดเป็นธาตุอกุศลสะสมมาหลายยุคหลายชาติ ประกอบด้วยวิญญาณอุบาทว์ เช่น ลมร้าย โรคภัย โจรภัย เคราะห์กรรม ธาตุไม่บริสุทธิ์ จะเกิด ปั่นในกองสังขารขึ้น ครอบงำกมลจิต สันดานให้มีจิตใฝ่ต่ำ ขาดเมตตาธรรม ให้มีจิตใจเป็นยักษ์เป็นมาร เต็มไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ (โลภ โกรธ หลง) ไม่เห็นแสงสว่างแห่งธรรมะ

    หลักธรรมที่ช่วยมนุษย์ให้ได้รับเหตุอย่างแท้จริง และให้ผู้ถือธรรมะนั้นพ้นทุกข์ จากการใช้เวร เสพผลกรรมอย่างอายัมภทันตาในชาตินี้ ไม่ต้องรอคอยเสพผลบุญในชาติหน้า ต้องสอนในระดับโลกุตรธรรม ว่าด้วยการตัดเวรตัดกรรมตามธรรมาธิฐาน แก้ไขในกรรมของสังขาร ให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม โดยยึดในธาตุ เป็นหัวใจของศาสนาและเป็นหลักธรรมห้องสำเร็จ อันจะมีองค์ประกอบแห่งภาคการปฏิบัติธรรมสายสัญญา

  ภาคบ่อเกิดศาสนา อรรถาธิบายธรรมศาสตร์ บ่อเกิดศาสนา มวลมนุษย์สรรพสัตว์ทั้งหลาย เกิดในโลกเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร อันเป็นวิบากกรรมขึ้นอยู่กับอำนาจแห่งกุศลธรรม และ อกุศลธรรม น้อมนำวิญญาณไปเกิดในรูปสังขารต่างๆกัน ซึ่งมีกฎแห่งกรรม เป็นหัวใจของศาสนา อันเป็นหลักธรรมศาสตร์ชั้นสูง กฎแห่งกรรมจะมีผลต่อสภาวะสังขารวิญญาณทั้งสิ้น สภาวะความเป็นมนุษย์ชาติในโลก จะเกิดเป็นเชื้อชาติใด ประเทศใด จะอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมด้วยกันทั้งนั้น มนุษย์ต่างมาแบ่งแยกเหล่าชาติพันธุ์มีวิวัฒนาการเรื่อยมา แล้วแบ่งแยกกันนับถือศาสนาต่างๆ ตามกาลเวลาของผู้เป็นศาสดาก่อเกิดขึ้นในแต่ละยุค ธรรมะที่ได้ก่อกำเนิดเป็นศาสนานั้น มีมาคู่โลก คู่จักรวาล นับแสนล้านปีมณีกัลป์ นานมาแล้ว ได้มีผู้หยั่งรู้ค้นพบธรรมะ ด้วยอำนาจของกุศลกรรมของผู้นั้นได้สร้างสมมาหลายยุค หลายชาติ แล้วนำมาประกาศสอนสั่งตั้งเป็นศาสนาขึ้น เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดู ศาสนาสิกข์ ศาสนาชินโต ฯลฯ การหยั่งรู้ธรรมะของแต่ละศาสนา มีความลึกซึ้ง สูงส่ง กว้างขวาง ต่างระดับกันไปตามแต่อานุภาพของผลบุญของแต่ละพระองค์ จึงทำให้ธรรมะอันเป็นแก่นสารของศาสนา เน้น พิธีกรรม และบทบัญญัติ หลักการศาสนา ต่างระดับกัน บางศาสนาสอนมนุษย์ เป็นธรรมะเพื่อชีวิต ซึ่งเน้นในหลักการดำรงชีวิตในสังคมมนุษย์ ให้มีสันติสุข เรียกว่าสอนระดับโลกีย์ธรรม บางศาสนาสอนมนุษย์ เน้นในหลักการ ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งการพ้นทุกข์ โดยยึดกฎแห่งกรรมเรียกว่าสอนในระดับโลกุตระธรรม แล้วแต่มนุษย์ใดจะไปเกิดพบศาสนาใด และได้สืบทอดศาสนาตามบรรพบุรุษเรื่อยมา อานุภาพของกุศลมูลเดิมทำให้การหยั่งรู้ธรรมะของมนุษย์ต่างระดับกัน ความไม่รู้เท่าในธรรมศาสตร์ชั้นสูง อันลึกลับไม่อยู่ในวิสัยที่มนุษย์ธรรมดา จะพิสูจน์หรือหยั่งถึงได้ ถ้าอุปมาหลักธรรมศาสตร์เป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง บางศาสดาซึ่งหยั่งรู้คุณธรรมอันเป็นแก่นสารของศาสนาก็จัดว่าเป็นแก่นของไม้ บางศาสดาค้นพบไม่ถึงแก่นสารของธรรมะอันลึกซึ้ง ก็จัดว่าพบเพียงส่วนประกอบของต้นไม้ อันเป็นเปลือกนอก กระพี้ กิ่งใบ เท่านั้น แต่ทั้งนี้ศูนย์รวมอันเป็นหัวใจของธรรมะในศาสนาอยู่ที่กฎแห่งกรรม ซึ่งสังกัดอยู่ในหมวดหมู่ของพระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ทั้งสิ้น ศาสนามีผลให้มนุษย์ชาติ มีสันติสุขร่มเย็นภายใต้ร่มเงาแห่งศาสนาที่สังคมมนุษย์นั้นนับถือ ศาสนาเป็นเครื่องวัดความเป็นมนุษย์ มากน้อยต่างกัน คำว่ามนุษย์ แปลว่าผู้มีจิตใจสูงคือ มีใจที่สามารถพัฒนาให้มีคุณธรรมสูงขึ้นไปตามลำดับได้ จากระดับปุถุชนคนธรรมดาที่ยังมีกิเลสหนา เลื่อนขึ้นไปเป็นอารยะชน เป็นชนที่เคร่งในศีลธรรม มีจริยธรรมสูง เป็นชนที่เจริญแล้วเลื่อนขึ้นไปถึงขั้นโลกุตระเป็นอริยะชน เป็นชนชั้นผู้ประเสริฐ เรียกว่าเป็นพระด้วยสังขารวิญญาณได้สำเร็จคุณธรรมขั้นสูง มีสภาพจิตเป็นสากล มีเมตตาธรรมต่อมวลมนุษย์สรรพสัตว์ทั้งหลาย หลักการเกิดศาสนา ศาสนาได้มาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งประกอบด้วย วิญญาณสูตรธาตุธรรม วิญญาณสำเร็จ เรียกว่า “ผู้สำเร็จทุกกระทรวง” แต่ละกระทรวง มีอำนาจหน้าที่ต่างกันออกไป ควบคุมสรรพสิ่งทั้งหลายให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม โดยมีสัญญา เป็นแม่บทของหลักธรรมศาสตร์ทั้งหมด เช่น   ธรรมะก่อเกิดโลก ปรุงแต่งสรรพสิ่งทั้งหลาย ตามกฎแห่งกรรม มีสัญญาเป็นที่ตั้ง การเวียนว่ายตายเกิด ของสังขาร ตามกฎแห่งกรรม มีสัญญาเป็นที่ตั้ง ธรรมะจำแนกสังขาร มนุษย์ สัตว์ให้แตกต่างกัน ตามกฎแห่งกรรม มีสัญญาเป็นที่ตั้ง ธรรมะส่งผลให้มนุษย์ เกิดมาต่างฐานะกัน ตามกฎแห่งกรรม มีสัญญาเป็นที่ตั้ง การเสพผลของเวร การจองเวร ตามกฎแห่งกรรม มีสัญญาเป็นที่ตั้ง การประกอบกุศลกรรมให้ถึงซึ่งลุเวรลุกรรม ตามกฎแห่งกรรม มีสัญญาเป็นที่ตั้ง การปฏิบัติธรรมได้บรรลุมรรคผลสำเร็จ ตามกฎแห่งกรรม มีสัญญาเป็นที่ตั้ง ดังนั้น “สัญญา” จึงเป็นแม่บทของกฎแห่งกรรม และเป็นหัวใจของธรรมศาสตร์ เรียกว่าเป็นกฎหมายอันสูงสุดในทางธรรมะ ครอบไปถึงทุกศาสนานานาจักรวาล เปรียบในทางโลก เสมือนหนึ่งรัฐธรรมนูญ เป็นแม่บทของกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ปกครองพลโลก ซึ่งเป็นบทบัญญัติอำนาจ หน้าที่แก่บุคคล และบัญญัติคุณโทษในสังคมมนุษย์ สัญญาจึงเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณผู้สำเร็จทุกกระทรวง ให้มีอำนาจ อำนวยการตามสัญญา จะอำนวยการรับรองการประกอบคุณงามความดี ของมนุษย์ได้มรรคผลตามสัญญา และมีอำนาจส่งผลต่อผู้ประพฤติอกุศลตามเวรกรรมที่ก่อไว้ให้เป็นไปตามสัญญา เมื่อได้ทราบถึงโครงสร้าง แห่งศาสนาอย่างแท้จริงแล้ว จะได้ทราบเหตุแห่งการตรัสรู้ ของศาสดา ศาสนาต่างๆ ก็เพราะว่ามีอำนาจวิญญาณสำเร็จลงสรวมสังขาร ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ทำให้ เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น เป็นข้อสรุปได้ดังนี้ กุศลมูลเดิมสร้างมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ 4 อสงไขยแสนกัลป์ ถึงพร้อมที่จะเป็นผู้สำเร็จได้ จึงทำให้พระองค์รู้สึกเบื่อหน่ายทางโลก บารมีชูสังขารออกจากเวียงวังไปบำเพ็ญทุกข์กิริยาตามแบบพราหมณ์ และดาบส ยึดมั่นในศีล ฝึกสมาธิเป็นขั้นพื้นฐานของการบำเพ็ญเพียร ก็ยังไม่สำเร็จโลกุตรธรรมได้ พระองค์จึงทรงเปลี่ยนวิธีบำเพ็ญใหม่ หันไปฉันภัตตาหาร สังขารเจริญด้วยธาตุ 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม บริบูรณ์ในสังขาร ถึงจุดที่หมาย เป็นสัญญาแห่งความสำเร็จ องค์สำเร็จลงสรวมสังขาร เป็นอำนาจบารมีให้สว่างโลก สว่างธรรม เกิดปัญญา องค์สำเร็จรับรอง ทุกกระทรวง เมื่อองค์สำเร็จลงสรวมสังขาร ก็เกิดญาณอันวิเศษ คือ สัมผัสสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถ หยั่งรู้ได้ เช่น หยั่งรู้ธรรมะอันเป็นสิ่งสูงส่ง ลึกลับ กว้างไกล หยั่งรู้ธรรมะอันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และอนาคต เพราะมีอำนาจอย่างหนึ่งมาอำนวยการส่งเหตุให้ ซึ่งเรียกว่า “อำนาจบารมี” อำนาจบารมีเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหนือสิ่งอื่นใดในสากลโลก เป็นนามธรรมมีลักษณะประเสริฐสุดทุกประการ มีสภาพเป็น “วิญญาณสำเร็จ” พระพุทธศาสนาดำรงเรื่อยมาถึงกึ่งพุทธกาล องค์พระบรมครูต้นศาสดาบารมี องค์พระประมุขแห่งธรรมสายสัญญา ได้จุติลงมาในโลกมนุษย์ เป็นผู้สำเร็จสว่างโลกสว่างธรรม ในรูปขององค์พญาธรรมมิคราช เพื่อมากู้โลก กู้ธรรม อันเป็นแก่นสารของทุกศาสนา และล้างโลกล้างอธรรม อันเป็นพญามาร เพื่อกอบกู้คุณธรรมอันบริสุทธิ์ ของพระพุทธศาสนา ลงมาเพื่อเป็นองค์นำสร้างบารมีเข้าสู่เส้นอริยะเจ้า ค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้พ้นจากยุคของพญามาร ให้ศาสนาเจริญรุ่งเรื่องคงอยู่คู่บ้านเมืองตลอดไป พระองค์ลงมา กอบกู้มนุษย์ที่มีกุศลผลบุญที่เคยสร้างสมอบรมมาแต่ปางอดีตชาติ ให้ได้ปฏิบัติจะได้พ้นภัยพิบัติในยุคพญามารนี้ พระองค์ท่านได้ทรงแยกหลักธรรม ที่เป็น กุศล และอกุศลในกองสังขาร เพราะสังขารมนุษย์นั้น มีวิญญาณ ประกอบด้วย อณูธาตุทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม โดยมีธรรมะ เป็นสิ่งปรุงแต่งให้ธาตุประชุมรวมกันอยู่ เป็นสังขาร มีอาการ ๓๒ โดยมีสัญญาเป็นที่ตั้ง เป็นทั้งกุศลธรรมและอกุศลธรรม กุศลธรรม คือ บุญ เป็นอริยทรัพย์ภายใน เป็นอานิสงส์อันเกิดจาก การบำเพ็ญเพียรภาวนา และการสร้างทานบารมีที่ได้สร้างสมมาแต่ปางปุเรนชาติ ต่อเนื่องมาถึงชาติปัจจุบันนี้ เป็นวิญญาณธาตุที่เป็นกุศล บริสุทธิ์ น้อมนำจิตไปในทางที่ดี จะเป็นกุศลมูลเดิม หนุนนำให้พบคุณธรรมชั้นสูง อกุศลธรรม คือ บาป เป็นมลทินมัวหมองภายในวิญญาณ เรียกว่า “อวิชชา” (มนิลเมฆลิง) หรือตัวกิเลสมาร ซึ่งเป็นวิญญาณธาตุอันละเอียดอ่อนที่ไม่บริสุทธิ์ แฝงอยู่ในวิญญาณมนุษย์ เกิดจากการประพฤติผิดศีลธรรม การสร้างเวรก่อกรรมทำเข็ญต่อมนุษย์สรรพสัตว์ทั้งหลาย เกิดเป็นธาตุอกุศลสะสมมาหลายยุคหลายชาติ ประกอบด้วยวิญญาณอุบาทว์ เช่น ลมร้าย โรคภัย โจรภัย เคราะห์กรรม ธาตุไม่บริสุทธิ์ จะเกิด ปั่นในกองสังขารขึ้น ครอบงำกมลจิต สันดานให้มีจิตใฝ่ต่ำ ขาดเมตตาธรรม ให้มีจิตใจเป็นยักษ์เป็นมาร เต็มไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ (โลภ โกรธ หลง) ไม่เห็นแสงสว่างแห่งธรรมะ หลักธรรมที่ช่วยมนุษย์ให้ได้รับเหตุอย่างแท้จริง และให้ผู้ถือธรรมะนั้นพ้นทุกข์ จากการใช้เวร เสพผลกรรมอย่างอายัมภทันตาในชาตินี้ ไม่ต้องรอคอยเสพผลบุญในชาติหน้า ต้องสอนในระดับโลกุตรธรรม ว่าด้วยการตัดเวรตัดกรรมตามธรรมาธิฐาน แก้ไขในกรรมของสังขาร ให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม โดยยึดในธาตุ เป็นหัวใจของศาสนาและเป็นหลักธรรมห้องสำเร็จ อันจะมีองค์ประกอบแห่งภาคการปฏิบัติธรรมสายสัญญา


Additional information

free server monitoring site uptime


View My Stats
P&T Hosting Co., Ltd. :: บริการ | จดโดเมนเนม | เว็บโฮสติ้ง | VPS | Co-location |